ironman3

IRON MAN 3 กำลังเป็นว่าที่หนังเรื่องที่ 16 ที่ทำเงินเกิน 1,000 ล้านดอลล่าห์หลังจากทำเงินไปแล้วกว่า 680 ล้านในเวลา 2 สัปดาห์!! ตามรอยหนังรวมซูเปอร์ฮีโร่ร่วมค่าย Marvel Studios อย่าง MARVEL’S THE AVENGERS ทำให้นับในตอนนี้แฟรนไชส์ไออ้อนแมน มีมูลค่าในตลาดกว่า 1,889 ล้าน และยังไม่รวมของเล่นเมอร์แชนไดส์ต่างๆ นาๆ หรือแม้แต่ DVD และ BD ของหนังด้วยซ้ำ

ซึ่งงานนี้เชื่อว่าหลายคนยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องเล็กในแฟรนไชส์ชุดนี้อย่างแน่นอน วันนี้เราจึงรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลขที่อยู่ในแฟรนไชส์ชุดนี้มาให้ทุกคนได้รับรู้กันครับ เอาล่ะเรามาดูข้อมูลที่หลายคนยังไม่ทราบเกี่ยวกับแฟรนไชส์ชุดนี้กันดีกว่า — ขอบคุณข้อมูลจาก Collider, Wikipedia และ BoxOfficeMoJo สำหรับข้อมูลครับ

IRON MAN (2008) รายรับรวม 585 ล้านดอลล่าห์

• 1990 – คือปีที่ Universal Pictures ได้ลิขสิทธิ์ของหนังมาและเริ่มพัฒนาโปรเจ็คต์ดัดแปลงและอิงเรื่องราวจากหนังสือคอมิคส์ของ Iron Man หลังจากเห็นความสำเร็จของ Batman (1989) ของ ทิม เบอร์ตัน ที่เหมือนเป็นการส่งสัญญาณให้สตูดิโอเริ่มมองหาอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับซูเปอร์ฮีโร่ซึ่ง Iron Man ก็เป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ ฮอลลีวู้ด เริ่มสนใจ Iron Man เดินอยู่ใน Universal อยู่หลายปีก่อนที่ทาง 20th Century Fox จะมารับช่วงต่อลิขสิทธิ์ในปี 1996 และเหมือนเคราะห์ซ้ำ Iron Man เดินเล่นอยู่ใน Fox อีก 3 ปีก่อนที่ปี 1999 จะย้ายบ้านอีกครั้งไปสู่ New Line ต่อมา ทอม ครูซ และ นิโคลาส เคจ ก็สนใจที่จะมารับบท โทนี่ สตาร์ค แต่โปรเจ็คต์หนังก็ไปอยู่ในมือของ เควนติน ทารันติโน่ โดยมี จอสส์ วีดอน และ นิค คาสสาเวททส์ อยู่ในโปรเจ็คต์ หลังหลายทศวรรษกับการเดินทางที่ไม่ราบรื่นเท่าไร ลิขสิทธิ์ของหนังก็กลับสู่บ้าน Marvel ในปี 2005 และนั้นเป็นจุดเริ่มต้น Marvel Studios บอกจะสร้าง Iron Man เองด้วยมือและจะอยู่ในมือผู้กำกับที่เคยเห็นหน้านิดๆ ในบทเพื่อน แม็ค เมอร์ด็อค ใน DareDevil จอน แฟฟโร

• 469 – คือจำนวนหนังสือของ The Invincible Iron Man ฉบับคอมิคส์ที่เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1968 มาร์เวลยังสานต่อเรื่องราวของ Iron Man มากกว่า 600 เรื่องราวของจะเปิดเรื่องจักรวาลมาร์เวลในฉบับภาพยนตร์

Ironman• 580 – คือจำนวนตัวอักษรในหนังสือที่โอบาห์ไดอาห์ที่แสดงโดย เจฟฟ์ บริดเจส ศึกษาก่อนรับบท โอบาห์ไดอาห์ สเตน “โอบาห์ไดอาห์เป็นชื่อที่น่าสนใจ และผมก็ศึกษาและค้นคว้ายังกับมันเป็นไบเบิลฉบับย่อ พอดูไป 2-3 หน้า พอได้อ่านและพอได้รู้เรื่องต่างๆ ของเขา ผมก็ไม่ต้องบอกเลยว่านี่คือข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมของหนังเรื่องนี้”

• 60 – คือจำนวนความเร็วลมต่อชั่วโมงที่ทีมงานหนัง Iron Man ต้องเจอตลอด 2 วันในการถ่ายทำในฉากที่โทนี่กลายเป็นเฉลยในทะเลทรายใน ทะเลทราย โอลันช่า ในประเทศอัฟกานิสถาน พวกเขาต้องหยุดการถ่ายทำ แต่ ฟาฟโร่ ปฏิเสธไป

• 2 – คือจำนวนกล้องที่ใช้ต่อหนึ่งฉากในการจับภาพ

• 90 – คือน้ำหนักของชุดเกราะ Mark I โดย โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ ต้องใส่ “ผมต้องฝึกซ้อมร่างกายเป็นปีและมันจะดีแน่นอน แต่ครั้งแรกที่ได้ใส่ชุด ผมใส่ชุด Mark I ผมเกือบเสียศูนย์ ผมไม่ได้อึดอัด แต่หลังจากเดินหน้าถ่ายทำไปหลังผ่านไป 2-3 ชั่วโมง ด้วยจิตวิญญาณนักแสดงแม้จะเหนื่อยแต่คุณจะชอบ “โอเค ผมอยากขะบอกถึงเวลาทีมสตันท์แล้วล่ะ” ”

• 3 – คือจำนวนหน้าที่มือเขียนบท ไบรอัน ไมเคิล เบนดิส เขียนให้ แซมมวล แอล. แจ็คสัน มาเป็น คาเมโอ้ ในบท ผู้อำนวยการของ S.H.I.E.L.D. นั่นก็คือ นิค ฟิวรี่ เบนดิส บอกถึงฉากนี้ “ผมได้โทรศัพท์ลึกลับตอนกลางคืนจาก เควิน ฟีจ แห่ง มาร์เวล เขาบอกผมว่านี่คือจุดสำคัญที่เขาบอกผมว่า แซม แจ็คสัน จะมาปรากฏตัวเซอร์ไพรซ์ในวันรุ่งขึ้น แต่ว่าเขายังไม่มีบทพูดเลย”

• 75 ล้าน – คือจำนวนเงินที่หนังใช้ในการโปรโมทจากจำนวนทุนสร้าง 150 ล้านดอลล่าห์

191258-iron-man-2-iron-man2

IRON MAN (9/10) คือหนังเรื่องแรกที่เปิดประตูที่เรียกว่าจักรวาล Marvel Cinematic Universe กับความคิดที่ว่าทำไมเราไม่สร้างหนังกันเองซะเลย ในเมื่อเรามีวัตถุดิบอยู่ในมือ ผลที่ได้หนังออกมาสนุกและลงตัว มีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็วไม่น่าเบื่อ มีความสดใหม่ และเป็นการแจ้งเกิดอีกครั้งของนักแสดงที่แจ้งเกิดจาก Chaplin อย่าง โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์

IRON MAN 2 (2010) รายรับรวม 624 ล้านดอลล่าห์

• 250,000 – คือจำนวนค่าจ้างที่ มิคกี้ โร้ค ได้จากการรับบทตัวร้าย โร้ค เซ็นด้วยเงื่อนไขแปลกๆ เมื่อ มาร์เวล ยื่นสัญญาให้, เทอร์เรนซ์ โฮเวิร์ด ไม่ได้กลับมารับบทเดิมจากหนังภาคแรกเพราะมาร์เวลเสนอค่าจ้างในภาค 2 ลงมา 50-80% จากภาคแรก, แฟฟโร เซ็นสัญญาเพียงไม่กี่เดือนก่อนได้ค่าเหนื่อยที่จะทำให้กลับมารับหน้าในภาคนี้, แจ็คสัน บอกถึงเรื่องราว “นี่คือการเจรจาที่ยากมาก ผมไม่รู้หรอก บางที่ผมอาจจะไม่กลับมารับบท นิค ฟิวรี่ บางที่คนอื่นอาจจะมาฟิวรี่แทนหรือไม่มีมันซะเลย เพราะผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจทำให้ Marvel Comics บอกกับผม เราไม่ต้องการตกลง” แต่แจ็คสัน ก็เซ็นสัญญารวดเดียว 9 เรื่องติด และเขาก็รับบทนี้แทบทุกปีเลย

• 3 – คือจำนวนชั่วโมงต่อวันใน 6 วัน ใน 1 สัปดาห์ที่ มิคกี้ โร้ค ต้องไปฝึกกับอาจารย์ “ในการแค่ต้องรู้การพูดสำเนียงรัสเซียนในบทพูดเท่านั้น”

• 25 – คือจำนวนน้ำหนัก [ปอนด์] ที่ โรเบิร์ต ดาวนี่ย์ จูเนียร์ เพิ่มขึ้นในภาคต่อ จากเดิม 150 ปอนด์ มาเป็น 175 ปอนด์ ในช่วงไม่กี่อาทิตย์ก่อนถ่ายทำ

• ครึ่งวัน – คือจำนวนชั่วโมงที่ สการ์เลตต์ โจแฮนสัน ต้องใส่คอสตูมของแบล็ควิโดว์ “ฉันไม่เคยใส่ชุดแบบนี้มาก่อน แต่ฉันก็แทบสติแตกในช่วงเวลาครึ่งวันนั้นแต่ฉันก็บอกว่า “โอเค มันคือช่วงเวลาอันแสนห่วยแตก” แต่ก็ใช้เวลามาเพื่อจะใส่ชุดนั้นอยู่แล้วเพื่อรับบทนี้และแสดงการแสดงของฉันแต่มันก็เป็นอะไรที่ออกมาดีล่ะ”

• 6 – คือจำนวนเดือนที่ห่างกันระหว่าง Iron Man และ Iron Man 2 ในหนังภาคแรกจบด้วยความโด่งดังของสตาร์คเมื่อเขาประกาศไปว่า “ผมคือไออ้อนแมน” แฟฟโร กระโดดข้ามมาอีก 6 เดือน “มันเป็นเวลาที่สมควร โทนี่ ประกาศตัวไป เขาพยายามที่จะทำอะไรซักอย่างกับ Stark Industries เพราะตอนนี้มันไม่ได้เป็นบริษัทค้าอาวุธอีกต่อไปแล้ว เขาการเป็นชายที่โด่งดังในอเมริกาหลังจากภาคแรกและเขาก็การเป็นชายที่โด่งดังในโลกหลังจากนั้นมากกว่าอีก”

• 17 – คือจำนวนรถแข่งในโมนาโกที่พังในฉาก หัวหน้าทีมสเปเชี่ยล เอฟเฟกต์ แดน ซูดิค บอก “5 เดือนกว่าจะเสร็จ เราหาทำเลเพื่อถ่ายทำ, และออกแบบสนามแข่ง และทุกสิ่งที่ทำไปมันเข้ากับทุกอย่างหมด”

• 11 – คือจำนวนสตูดิโอที่ทำเอฟเฟกต์ ในหนังเรื่องนี้ที่มาจากทั่วโลก

240-1024x640

IRON MAN 2 (8/10) หลังจากประสบความสำเร็จอย่างงดงามใน IRON MAN ทาง Marvel Studios เดินหน้าต่อทันทีใน IRON MAN 2 ซึ่งตัวหนังในภาคนี้อาจจะยังไม่สามารถเทียบได้กับตัว IRON MAN แต่ก็มีความสนุกอยู่แม้จุดผิดพลาดสำคัญในภาคนี้คือหนังเอาแต่พูดมากไปหน่อยแต่โดยรวมหนังก็ไม่ได้แย่อะไร หนังรู้จุดยืนของตัวเอง แต่หากเทียวความสดใหม่มันสู้ไม่ได้ ยกเว้นจุดเดียวที่เหนือกว่าภาคแรก สการ์เล็ตต์ โจแฮนสัน

IRON MAN 3 (2013) รายรับรวม 680 ล้านดอลล่าห์ (ณ วันที่เขียน 5 พฤษภาคม)

• 115 ล้าน – คือจำนวนเงินที่ดิสนี่ย์จ่ายให้พาราเมาท์เพื่อทำหน้าที่ผู้จัดจำหน่ายแทนหลังจาก Iron Man และ Iron Man 2 พาราเมาท์ทำหน้าที่จัดจำหน่าย ซึ่งในตลาดโลกยังคงมีโลโก้ของพาราเมาท์อยู่แต่ไม่เกี่ยวข้องหน้าที่การสร้างมาตั้งแต่ Marvel’s The Avengers แต่พาราเมาท์ยังได้ส่วนแบ่ง 8% จากค่าตั๋วแต่ก็จะหมดส่วนแบ่งตั้งแต่ Thor: The Dark World

• 1999 – คือปีที่เรื่องราวเริ่มต้นใน Iron Man 3 พร้อมกับเปิดเพลง I’m Blue พร้อมกับโลโก้การเปิดหนังสือของ Marvel ไปพร้อมกันในฉากเปิด โดยนำเรื่องราวของ Y2K มาใช้ (ปัญหาศักราช) ในปาร์ตี้ก่อนปีใหม่ เราจะเห็นโทนี่กับมาย่า แฮนเซ่น พูดถึงเรื่องราว Extremis และ อัลดริช คิลเลี่ยน ตัวร้ายของเรื่อง

IRON MAN 3• 42 – คือชุดเกราะชุดล่าสุดของไออ้อนแมน โทนี่ใส่ชุดล่าสุด Mark VII ใน Marvel’s The Avengers และหลังจากช่วยโลกได้ เขาพาตัวเองสู่การออกแบบชุดใหม่ๆ Mark XLII คือชุดเกราะตัวล่าสุดที่มีความพิเศษ โทนี่ สามารถเรียกและควบคุมส่วนต่างๆ ของเกราะหากต้องการได้

• 10 – คือจำนวนแหวนที่อยู่บนตราสัญลักษณ์ของกลุ่ม Ten Rings ที่นำโดย แมนดาริน???

• 4 – คือนาทีพิเศษสำหรับฉากฟุตเทจพิเศษที่มีเฉพาะในประเทศจีน

• 21.5 ล้าน – คือจำเนินเงินที่เก็บได้ในวันที่เปิดตัวในจีนและกลายเป็นสถิติใหม่ นอกจากนี้ Iron Man 3 ยังสร้างสถิติใหม่เป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดในวันเดียวในหลายๆ ประเทศ อาทิ ฟิลิปปินส์, ไตหวัน, สิงค์โปร์, เวียตนาม, มาเลย์เซีย, แอฟริกาใต้ และ ประเทศไทย!

• 175.3 ล้าน – คือจำนวนเงินที่ Iron Man 3 เปิดตัวในอเมริกาพร้อมสร้างสถิติกลายเป็นหนังเปิดตัวสูงสุดตลอดกาลเป็นอันดับ 2 ในวันศุกร์, เสาร์, อาทิตย์ และแน่นอนว่าสร้างสถิติเป็นอันดับ 2 หนังเปิดตัวสูงสุดตลอดกาลในอเมริกาไปอย่างสบาย ซึ่งอันดับ 1 ไม่ต้องเดา Marvel’s The Avengers นั่นเอง

iron_man_3_movie-wide

IRON MAN 3 (9.5/10) หลังจากฮิตถล่มไปกับ MARVEL’S THE AVENGERS และเป็นการสิ้นสุด Phase I ทาง Marvel Studios เริ่มต้น Phase II กับวัตถุดิบชิ้นสำคัญของตัวเองอย่าง ไออ้อนแมน อีกครั้งกับเรื่องราวในภาค 3 ซึ่งมีความสนุกในการดำเนินเรื่องและลงตัวกับทุกอย่าง ทั้งบท หรือ บทสนทนา ที่สนุก มีความสดใหม่ และฉากแอ็คชั่นที่จัดเต็มไม่มีเก็บไว้ ทำให้นี่เป็นหนังที่สนุกที่สุดของ แฟรนไชส์ นี้…

นี่คือทั้งหมดสำหรับ “IRON MAN TRILOGY กับตัวเลขที่คาดไม่ถึงและอาจยังไม่เคยรู้!!” อาจจะมีตกหล่นไปบ้างนิดหน่อยเดี่ยวไว้ค่อยแก้ตัวอีกครั้งใน IRON MAN 4 ละกันเพราะไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “TONY STARK WILL RETURN” อย่างแน่นอน…

Advertisements