wizardof OZ

THE WIZARD OF OZ / พ่อมดแห่งเมืองออซ

     “จากนิยายคลาสสิคสู่ภาพยนตร์สุดคลาสสิคที่ว่าด้วยเรื่องราวการผจญภัยในดินแดนที่ไม่รู้จักเพื่อตามหา ความคิด, หัวใจ, ความกล้า และ ทางกลับบ้าน”

     “เกือบ 40 ปีที่เรื่องราวเรื่องนี้นำความบันเทิงมาสู่ผู้มีหัวใจอันเยาว์วัยอย่างซื่อสัตย์…และกาลเวลาไม่ได้ทำให้ปรัชญาในเรื่องล้าสมัยแม้แต่น้อย…แด่ทุกท่านที่มีศรัทธาหวนระลึก…และแด่ผู้มีจิตใจวัยเยาว์…เราขอมอบภาพยนตร์เรื่องนี้แด่ท่าน” ประโยคเปิดเรื่องก่อนเข้าเรื่องของ The Wizard of Oz จากนิยายสู่ภาพยนตร์ที่ยืนยันในตัวมันเองว่า พ่อมดแห่งเมืองออซ คือความคลาสสิคของแท้ จากนิยายสำหรับเด็กเรื่อง “The Wonderful Wizard of Oz” เมื่อปี 1900 ของ แอล. แฟรงค์ โบม และ ดับเบิลยู. ดับเบิลยู. เดนสโลว์ ที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1939 โดยสตูดิโอ Metro-Goldwyn-Mayer (MGM) และผ่านฝีมือของผู้กำกับอย่าง วิคเตอร์ เฟลมิ่ง และได้เปลี่ยนชื่อจาก The Wonderful Wizard of Oz มาเป็น “THE WIZARD OF OZ”

     “เรื่องราวของแม่หนูโดโรธี เกล และสุนัขนามว่าโตโต้ที่หลุดไปยังดินแดนแห่งออซและได้พบพานกับคนในดินแดนออซที่แตกต่างรวมถึง กลินด้า แม่มดดีแห่งเมืองออซ ที่โดโรธีต้องหาทางกลับมายังโลกของตัวเองโดยต้องออกเดินทางไปยังเมืองมรกตเพื่อพบกันพ่อมดแห่งออซผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลังเพื่อขอให้ช่วยพากลับบ้าน และระหว่างทางโดโรธีได้พบพานกับหุ่นไล่กาผู้ไม่มีสมอง, มนุษย์ดีบุกที่ไม่มีหัวใจ, สิงโตผู้ไม่มีความกล้า ทั้งสี่ + หนึ่ง ต้องออกเดินทางไปเพื่อขอให้พ่อมดออซช่วยเหลือ แต่การเดินทางต้องพบกับอุปสรรคเมื่อแม่มดชั่วร้ายแห่งทิศตะวันตกคอยขัดขวางการเดินทาง” นี่คือเรื่องราวแบบย่อๆ โดยประมาณของ THE WIZARD OF OZ…!!

     ดินแดนแสนไกลที่โดโรธีหลุดมาหรือที่คนในดินแดนแห่งนี้เรียกว่า “ดินแดนแห่งออซ” ที่มีเมืองมรกตเป็นจุดศูนย์กลางเพราะไม่ว่าจะอย่างไรถนนทุกสายที่เป็นถนนสีเหลืองที่เรียกว่า “ถนนอิฐเหลือง” จะเชื่อมถึงมายังเมืองมรกตที่ๆ มี “พ่อมดออซผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลัง” เป็นผู้ปกครอง! ซึ่งตัวพ่อมดออซไม่ยอมให้ใครเข้าพบ? และเมื่อโดโรธีเข้าไปได้ก็ดันโดนไล่ให้ไปปราบ แม่มดชั่วร้ายแห่งทิศตะวันตก อีก ดังนั้นหนังจึงสร้างความสงสัยให้แก่คนดูว่าอีตาพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่และทรงพลังเนี่ยเป็นใครและทำไมอีต่าพ่อมดนี่ถึงยิ่งใหญ่ได้คำตอบจะไขกระจ่างในวันที่ 7 มีนาคม 2013 กับ OZ: THE GREAT AND POWERFUL แต่ก่อนอื่นเรามาพบกับเรื่องราวของ The Wizard of Oz กันก่อน

the-wizard-of-oz

     “พ่อมดแห่งเมืองออซ” อย่างที่ทราบเป็นภาพยนตร์คลาสสิคที่ออกฉายเมื่อปี 1939 และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้แก่วงการภาพยนตร์ทั้งการใช้สีในหนังที่โดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ รวมไปถึงดนตรีประกอบและเพลงประกอบในหนังอย่าง Somewhere Over the Rainbow ก็ส่งให้หนังกระโดดไปคว้าออสการ์ในสาขาดนตรีประกอบยอดเยี่ยมและเพลงประกอบยอดเยี่ยมจาก ออสการ์ ปี 1940 ได้เป็นผลสำเร็จ แต่ทำไม? หนังจึงยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้คำตอบจะพบในบทความรีวิวนี้ครับผม..!!

     ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อนำความบันเทิงมาสู่ความเยาว์วัยในตัวหรือก็คือนี่เป็นหนังที่ทำออกมาเพื่อดึงความเป็นเด็กของคนดูออกมานั่นเองแต่ก็อย่านึกว่าเป็นหนังที่ทำออกมาให้เด็กดูล่ะถึงแม้อะไรหลายๆ อย่างในหนังดูเหมือนจะทำออกมาให้ดูเด็กๆ ทั้งเนื้อเรื่อง, การดำเนินเรื่อง หรือแม้แต่ตัวละครที่ปรากฏอยู่ในเรื่อง เพราะแก่นแท้ที่แท้จริงใน The Wizard of Oz ในเรื่องนั่นสื่อสารกับผู้ใหญ่โดยตรง (แม้บางทีก็สื่อสารกับเด็กด้วย)

     ผ่านมุมมองของตัวละครเอกทั้ง หุ่นไล่กาผู้ไม่มีสมอง, มนุษย์ดีบุกที่ไม่มีหัวใจ, สิงโตผู้ไม่มีความกล้า รวมไปถึง โดโรธี และ พ่อมดออซ ที่ใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองจากมา รวมไปถึง แม่มดชั่วร้ายแห่งทิศตะวันตก ที่มักใหญ่โหยหาสิ่งที่ตัวเองไม่มี ซึ่งถ้ามองในมุมมองผู้ใหญ่หนังสื่อสารได้ดีให้รู้จักความสำคัญที่ตัวเองมีและหากเราไม่มีอะไรเชื่อว่าลึกๆ เราจะมีทางออกให้กับชีวิตได้ ส่วนถ้ามองในมุมมองของเด็กก็เป็นการปลูกความคิดเพื่อเด็กๆ ที่จะเติบใหญ่ในวันข้างหน้า หรือหากจะอธิบายโดยรวมก็คือ

     “The Wizard of Oz” เป็นภาพยนตร์ที่เติมเต็มความฝัน, ความหวัง, ความกล้า และเติมเต็มความเยาว์วัยให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เรื่องราวของหนังไม่มีอะไรมากเหมือนกับที่บอกไปในเรื่องย่อ

     และที่สำคัญจงอย่าลืมว่า The Wizard of Oz ดัดแปลงมาจากนิยายสำหรับเด็กดังนั้นจงอย่าแปลกใจแม้แต่นิดหากตลอดเวลาหนังทำออกมาให้เหมือนหนังเด็กและเหมือนทำให้เด็กดู แต่ก็จงอย่าลืมว่าหลักคำสอนอะไรในเรื่องทำออกมาเพื่อให้ผู้ใหญ่ได้รับรู้ผ่านสิ่งสำคัญที่ตัวละครนั้นไม่มีหรือทำหายไปทั้ง โดโรธี และ พ่อมดออซ สิ่งที่ต้องการคือกลับไปยังบ้าน, หุ่นไล่กาที่อยากมีสมอง, มนุษย์ดีบุกที่ต้องการมีหัวใจ, สิงโตผู้ต้องการมีความกล้า และหากมองลึกลงไปแล้วสิ่งสำคัญที่หนังอยากนำเสนอคือความเยาว์วัยในจิตใจของผู้ใหญ่ที่บางที่ผู้ใหญ่บางคนอาจลืมไปแล้วนั้นเองครับ

     “โดโรธี เกล” สาวน้อยแห่งบ้านทุ่งแห่งแคนซัส ผู้โดนพายุพัดมายังดินแดนแห่งออซ คือจุดศูนย์กลางของเรื่องราว เด็กสาวไร้เดียงสาคนนี้คือจุดเชื่อมโยงตัวละครทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันทั้งจากดินแดนออซและแคนซัส เหมือนกับดังที่บอกกับ หุ่นไล่กาและมนุษย์ดีบุก (The Tin Man) ว่าเหมือนเราเคยรู้จักกันมาก่อนแม้ในความเป็นจริงไม่เคยรู้จักกันมาก่อน หรือก็คือ หุ่นไล่กาและมนุษย์ดีบุกคือคนใกล้ตัวของ โดโรธี นั่นเอง

     แม้เธอจะหลุดมายังดินแดนแห่งออซแต่กับเสียงเพลงจากเพลง Somewhere Over the Rainbow ที่เธอร้องในต้นเรื่องก็ยิ่งมีความโดดเด่นมากขึ้นเมื่อเธอหลุดมายังออซ เพราะเธอบอกถึงการไปยังดินแดนปลายสายรุ้ง แต่เมื่อเธอมายังดินแดนออซ จิตใจของเธอก็คือบ้านในแคนซัสหรือก็คือเธอยังคิดถึงบ้าน บ้านที่สำคัญในชีวิตความโหยหาสิ่งสำคัญที่จากมาแบบไม่ตั้งใจ

the-wizard-of-oz-original

     ตัวหนังนั้นเรื่องราวการดำเนินเรื่องหรือการผูกเรื่องไม่มีอะไรโดดเด่นมากนักนอกเหนือไปจากมิติของตัวละครที่ทำออกมาได้ดี แม้บางครั้งบางคราวจะหาจุดที่ไม่เนียนไร้เหตุไร้ผลอยู่บ้าง แต่ก็อย่าลืมว่านี่เป็นหนังเมื่อ 70 กว่าปีก่อนจะหาความเนียนในมิติของตัวละครคงทำไม่ได้ และด้วยตัวหนังที่ไม่ได้ยาวมากนักแต่สามารถทำเรื่องราวออกมาได้ดีขนาดนี้ก็สุดยอดมากๆ อีกอย่างหนังก็ถ่ายทอดแก่นแท้ของหนังออกมาได้สุดยอดมากด้วย อีกอย่างตัวละครที่หนังใส่มาอย่าง พวกมัชกินส์ ก็มีดีในตัวและโดดเด่นเป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าตัวละครในหนังทุกตัวมีความโดดเด่นในตัวเองหมด

     จุดเด่นของหนังนอกเหนือจากเรื่องที่สื่อสารกับคนดูอีกสิ่งที่โดดเด่นก็คือเพลงประกอบในหนังที่ทำออกมาได้เหมือนเป็นขนาดย่อๆ ของมิวสิคัลกลายๆ แม้จะไม่ได้ร้องตลอดเรื่องแต่เมื่อได้ที่ร้องก็ทำคนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังได้ตลอดทั้ง We’re Off To See The Wizard ที่ทำออกมาได้สนุกสนานและเพลิดเพลินเป็นอย่างมาก หรือ Ding Dong The Witch Is Dead ที่ทำออกมาได้สนุกเป็นอย่างมาก แต่ที่โดดเด่นจริงๆ คงไม่พ้น Somewhere Over the Rainbow ที่การันตีด้วยรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจาก ออสการ์ ปี 1940 และถูกยกเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ดีเป็นอันดับต้นๆ ตลอดกาลในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว

     การแสดงของ จูดี้ การ์แลนด์ ในวัย 16-17 ณ ตอนนั้นถือว่าโดดเด่นเป็นอย่างมาก สดใส และ น่ารัก เรียกว่านอกเหนือจากมิติของตัวละครและเพลงประกอบแล้วอีกสิ่งที่โดดเด่นที่สุดคงไม่พ้นเธอที่เอาคนดูอยู่หมัดให้ทุกสายตาจับจ้องที่เธอยามอยู่บนจอภาพยนตร์ ถึงแม้เธอจะไม่ได้ชิงออสการ์แต่เธอก็โดดเด่นที่สุดยามอยู่บนจอจริงๆ

     นอกเหนือจากจูดี้ การ์แลนด์ แล้วอีกอย่างที่หนังทำออกมาได้ดีคือโปรดัคชั่นของหนังที่ใช้นักแสดงคนหนึ่งเล่นคุ้มค่ามากให้คนเดียวเล่นหลายบทเลยอย่าง แฟรงค์ มอร์แกน เป็นต้นที่ทาง MGM เล่นใช้นักแสดงคนเดียวได้คุ้มค่าจริงๆ ไล่ตั้งแต่บท ศาตราจารย์ มาร์เวล, ยามเฝ้าประตู, การ์ดรักษาความปลอดภัย, คนขับรถ และบทสำคัญที่สุดอย่าง พ่อมดออซ ส่วนคนอื่นนอกเหนือจูดี้ การ์แลนด์ ทุกคนก็รับหลายบทเหมือนกัน เรียกว่าทีมงานจ่าย 1 ได้หลายอย่างเลยทีเดียว

     วิคเตอร์ เฟลมิ่ง และคนเขียนบทอย่าง โนเอล แลงค์ลี่ย์, ฟลอเรนซ์ ไรเยอร์สัน, เอ็ดการ์ อัลลัน วูลฟ์ ไล่ไปถึงมือเขียนบทที่เข้าๆ ออกๆ อีกเป็น 10 แต่เครดิตคงไม่พ้น วิคเตอร์ เฟลมิ่ง ที่สามารถดัดแปลง The Wonderful Wizard of Oz มาเป็นภาพยนตร์ “THE WIZARD OF OZ” ได้สนุกและโดดเด่นอย่างแท้จริงๆ สามารถคุมโทนหนังได้หมด และสดใส และ สวยงาม และเติมเต็มจิตนาการคนดูได้อย่างเหนือความคาดหมาย

     จากประโยคที่ว่า “เกือบ 40 ปีที่เรื่องราวเรื่องนี้นำความบันเทิงมาสู่ผู้มีหัวใจอันเยาว์วัยอย่างซื่อสัตย์…และกาลเวลาไม่ได้ทำให้ปรัชญาในเรื่องล้าสมัยแม้แต่น้อย…แด่ทุกท่านที่มีศรัทธาหวนระลึก…และแด่ผู้มีจิตใจวัยเยาว์…เราขอมอบภาพยนตร์เรื่องนี้แด่ท่าน” แค่นี้คงพอที่จะบอกทุกสิ่งทุกอย่างของหนังได้ไม่มากก็น้อยครับ

wizard_of_oz_ver2_xlg

ความยาวทั้งหมด 101 นาที
สดใสและสวยงามและทรงคุณค่าขนาดนี้เอาไปเลย 9/10

กำกับ: วิคเตอร์ เฟลมิ่ง / เขียนบท: โนเอล แลงค์ลี่ย์, ฟลอเรนซ์ ไรเยอร์สัน, เอ็ดการ์ อัลลัน วูลฟ์ / นักแสดง: จูดี้ การ์แลนด์, แฟรงค์ มอร์แกน, เรย์ โบลเกอร์, เบิร์ท ลาห์ล, แจ็ค ฮาลี่ย์, บิลลี่ เบิร์ค, มาร์กาเร็ต ฮามิลตัน, / กำกับภาพ: แฮโรลด์ รอสซัน / ลำดับภาพ: แบรนเช่ ซีเวลล์ / 1939 / สหรัฐอเมริกา / 101 นาที / จัดจำหน่าย: เมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์, วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พิคเจอร์ (ตั้งแต่ปี 1998) / สตูดิโอผู้สร้าง: เมโทร-โกลด์วิน-เมเยอร์

โฆษณา